Snap closes up 44% after rollicking IPO

Snap’s triumphant debut  Thursday, 2 Mar 2017 | 5:02 PM ET | 04:44Snap shares closed their first day of trading up 44 percent at $24.48 a share, quenching a long drought in the market for tech IPOs.More than 200 million shares — the entire size of the offering — changed hands over the course of the day, accounting for roughly 10 percent of the total volume of trading on the New York Stock Exchange on Thursday.The

Continue reading

Hacked By BALA SNIPER

สถาบันไอเอ็มซี มองเทรนด์ไอทีปี 2017 ปรับยิ่งใหญ่ เทรนด์ของโลกที่ตรงกับเทรนด์ของอุตสาหกรรมไอทีไทยอย่างจังคือ FinTech เทคโนโลยีด้านการเงินที่จะส่งผลกับทุกธุรกิจที่ต้องรับเงินค่าบริการจากลูกค้า ขณะที่เทคโนโลยีชื่อคุ้นหูยังร้อนแรงเช่นเดิม ทั้ง Cloud, Big Data Analytics, Internet of Things, แต่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีกำลังทำให้ระบบไอทีบางอย่างต้องเปลี่ยนแปลงไปอีกมากอาทิเช่น ระบบ Artificial Inlelligence และ Machine Learning จะทำให้ต่อไประบบซอฟต์แวร์และอุปกรณ์ส่วนใหญ่ต้องมีระบบ  อัจฉริยะฝังอยู่  ระบบไอทีหลังบ้านก็จะเปลี่ยนไปต้องการระบบเว็บที่มีความสามารถรองรับผู้ใช้จำนวนมากมาย (Webscale IT) หรือการทำ Software Defined Data Center ส่วนติดต่อผู้ใช้ก็จะเจอกับระบบเสมือนจริง Virtual Reality (VR) และ Augmented Reality (AR) หรือระบบ Conversation System รวมถึงการเข้ามาของเทคโนโลยี Blockchain ก็อาจเห็นการประยุกต์ใช้ในเรื่องใหม่ๆในบ้านเราอีกมากเทรนด์เหล่านี้ส่งผลกระทบกับทุกคน สถาบันไอเอ็มซีจึงแจ้งเกิดงานสัมมนา IT Trends Strategic Planning 2017: Towards Thailand 4.0 เพื่อให้องค์กรไทยเตรียมตัววางแผนธุรกิจให้สามารถเติบโตอยู่รอดในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล “ประเทศไทย 4.0”องค์กรไทยต้องปรับตัวดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการ สถาบัน IMC ระบุว่าเทรนด์ที่มาแรงอันดับ 1 ในปี 2017 คือการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลหรือ Digital Transformation โดยเทคโนโลยีการเงิน Fintech จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแบบปูพรม เนื่องจากทุกธุรกิจต้องรับการจ่ายเงิน“สิ่งสำคัญที่สุดที่ธุรกิจไทยควรทำก่อนปี 2017 คือต้องตระหนักรู้ถึงกระแสโลกที่เปลี่ยนไป

Continue reading

Sharing economy

ปัจจุบันกระแสเศรษฐกิจแบ่งปัน (SHARING ECONOMY) กำลังถูกพูดถึงในวงกว้าง การเปิดตัวของ แอพพลิเคชั่น และซอฟต์แวร์ใหม่ๆ มีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลเป็นอย่างยิ่ง AIRBNB, SPOTIFY, UBER และGRAB TAXI เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ มองไปข้างหน้าสังคมไทยคงหลีกหนีแนวโน้มนี้ไม่พ้น TECH STARTUP ต้องเกิดขึ้น เอสเอ็มอีต้องปรับตัว โครงสร้างธุรกิจแบบ Sharing Economy หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อการบริโภคชนิดร่วมมือกัน (Collaborative Consumption) และการทำธุรกิจจากเพื่อนสู่เพื่อน (Peer to Peer : P2P) เป็นการทำธุรกิจในรูปแบบใหม่ ซึ่งช่วยให้บุคคลหรือองค์กรสามารถสร้างรายได้จากสิ่งของหรือทรัพย์สินที่ตนมีมากเกินความจำเป็นหรือไม่ได้ใช้แล้ว (Excess Capacity) ผ่านการให้บริการบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ตโฟน เพื่อเชื่อมต่อระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการในการเข้าถึงสินค้าหรือบริการ โดยผู้รับบริการจะอาศัยข้อมูลบนเครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นพื้นฐานที่ช่วยในการตัดสินใจ ตั้งแต่รถยนต์ ห้องพัก ไปจนถึงเสื้อผ้า ของมือสอง และกระเป๋าแบรนด์เนม ฯลฯ ในระดับกว้างขวาง ซึ่งทั้งหมดเป็นไปได้เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่บริษัท PwC Consulting เปิดเผยถึงผลสำรวจ The Sharing Economy ที่ได้ทำการสำรวจผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกา จำนวน 1,000 รายว่า ปัจจุบันกระแสเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) กำลังถูกพูดถึงในวงกว้าง และมีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลเป็นอย่างยิ่ง โดยคาดการณ์ว่าในปี 2568 กลุ่มอุตสาหกรรมที่นำแนวคิดเศรษฐกิจแบ่งปันมาปรับใช้กับธุรกิจ ได้แก่ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว (Travel) ธุรกิจให้บริการโดยสารทางรถยนต์ รถเช่า และแบ่งปันรถยนต์กันใช้ (Car sharing)

Continue reading

What Marketers Should Know About Big Data

There’s a quote near the top of Philipp Janert’s instant classic Data Analysis Using Open Source Tools:[I]t seems that for many people in the tech field, ‘data’ has become nearly synonymous with ‘Big Data.’ That kind of development usually indicates a fad. The reality is that, in practice, many data sets are ‘small,’ and in particular many relevant data sets are small.He was writing in 2010 — and, oh, what a fast five years it’s

Continue reading

เปลี่ยน “สมาร์ตโฟนเป็นรีโมต” ให้ควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ง่ายๆ

สมาร์ตโฟน หนึ่งในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่นับวันจะเป็นมากยิ่งกว่าอุปกรณ์สื่อสารไปซะแล้ว อันเนื่องมาจากความสามารถที่แทบจะทำได้ทุกอย่างของมันนี่เอง และหนึ่งในนั้นคือ การควบคุมอุปกรณ์อื่นจากระยะไกล อันเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยี “Internet of Things” นั่นเองเรียกง่าย ๆ ก็คือ การเปลี่ยนให้สมาร์ตโฟนกลายเป็นรีโมตควบคุมทุกสิ่งที่สามารถสั่งการเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวอื่น ๆ ได้ อย่างทีวี คอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นเพลง หลอดไฟ เครื่องปรับอากาศ และอื่น ๆ ฉะนั้นใน How to วันนี้ จะยกตัวอย่างการใช้งานบางส่วนเพื่อแสดงให้เห็นถึงความ “Smart” อีกหนึ่งอย่างของสมาร์ตโฟนที่หลาย ๆ คนนึกไม่ถึงกันครับใช้สมาร์ตโฟนควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ทุกที่คงจะฟินไม่น้อย หากเรากำลังใช้งานสมาร์ตโฟนของเราแทนเครื่องคอมพ์ที่บ้านไปเลย โดยเราจะนั่งเล่นเกมระดับ PC หรือใช้โปรแกรมทำงานประสิทธิภาพสูง (ตระกูล Adobe ทั้งหลาย) ก็ยังได้ ที่ว่ามานี้ไม่ได้หมายถึงการใช้ระบบปฏิบัติการของ Android หรือ iOS แทนคอมพ์นะครับ แต่หมายถึงการเอา Windows จริง ๆ จากเครื่องคอมพ์มาใช้งานโดยตรงผ่านสมาร์ตโฟนไปเลยหาโปรแกรมกับแอพฯ สำหรับควบคุมคอมพ์ระยะไกลผ่านสมาร์ตโฟนโดยเฉพาะก่อน ซึ่งมีให้เลือกมากมาย และใช้งานยากง่ายต่างกันไป หากจะเอาตัว Basic ก่อน ก็ไปดาวน์โหลดแอพฯ ที่ชื่อ “Chrome Remote Desktop” มาลงในสมาร์ตโฟนของเราเลยครับ จากนั้นก็ติดตั้งส่วนขยาย Chrome Remote Desktop บนเว็บบราวเซอร์ Chrome ในเครื่องคอมพ์ของเราด้วย (ในขั้นตอนนี้จะมีให้ตั้งรหัสผ่าน จำให้ดี ๆ) เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนเตรียมการแล้วเปิดแอพฯ Chrome Remote Desktop

Continue reading

Hacked By Shade

ปัจจุบันการแบ่งกลุ่มลูกค้านั้น นักการตลาดทั่วไปได้ใช้วิธีการหรือกลยุทธ์ต่างๆในการแบ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้ชัดเจนเพื่อนำเสนอสินค้าได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะส่งผลให้การทำตลาดและการใช้งบประมาณด้านการตลาดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันนักการตลาดจะพิจารณากลุ่มลูกค้าที่มีมูลค่าสูง (Key Account) เป็นหลัก โดยพิจารณาว่าการเลือกกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพในการซื้อสินค้าหรือบริการของเรานั้นน่าจะตรงกลุ่มเป้าหมายและคุ้มค่าในการลงทุนเพื่อทำตลาดที่เหมาะสมที่สุด บทความนี้จะเป็นการนำเสนอกลยุทธ์การตลาดแบบลองเทล ซึ่งเป็นกลยุทธ์การตลาดอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง เนื่องจากต้นทุนการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ต่างๆในปัจจุบันค่อนข้างต่ำลง ซึ่งจะเป็นทางเลือกให้นักการตลาดสามารถประยุกต์ใช้อีกกลยุทธ์หนึ่ง  กลยุทธ์การตลาดแบบลองเทล (Long Tail Marketing) นั้นจะมีประเด็นที่สำคัญที่สุดคือการไม่เจาะจงกลุ่มลูกค้า ซึ่งแนวคิดนี้เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความรู้หรือประสบการณ์ดั่งเดิมและตรงกันข้ามกับ กฎ80/20 อย่างสิ้นเชิง ซึ่งการตลาดแบบไม่เจาะจงกลุ่มลูกค้าที่เกิดขึ้นนั้นจะมีปัจจัยประกอบหลายส่วนด้วยกันเนื่องจากปัจจุบันต้นทุนสำหรับการติดต่อสื่อสารจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างถูกและสะดวกรวดเร็วกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก เช่นการใช้ติดต่อสื่อสารผ่าน อีเมล์ และการมีเว็บไซด์ หรือบล็อกที่ทำให้กลุ่มลูกค้าทั่วโลกและทุกระดับสามารถเข้าเยี่ยมชมสินค้าหรือบริการได้ง่ายทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องมองข้ามหรือตัดลูกค้าบางส่วนออกไปกลยุทธ์การแบบตลาดลองเทลนั้นจะพิจารณาว่ากลุ่มลูกค้าทั่วไปที่ไม่ใช่ลูกค้าชั้นดีมีถึง 80% แต่ลูกค้าชั้นดีมีเพียง 20% ตามกฎ 80/20 นั้น ทำไมต้องถูกมองข้ามและไม่ได้รับความสนใจในเมื่อปัจจุบันต้นทุนการติดต่อสื่อสารมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างต่ำ และบางครั้งถ้าพิจารณาถึงรายรับจากกลุ่มลูกค้าทั่วไปที่มีถึง 80 %พบว่าจะมีรายรับจากกลุ่มดังกล่าวมากกว่ารายรับจากกลุ่มลูกค้าชั้นดีที่มีเพียง 20%  ซึ่ง สามารถสรุปประเด็นสำคัญของกลยุทธ์การตลาดแบบลองเทลได้ดังนี้1. กลยุทธ์การตลาดแบบลองเทลเป็นกฎตรงข้ามกับกฎของพาเรโต หรือที่เรียกกันว่ากฎ 80/20  ซึ่งได้อธิบายว่าว่า “สินค้าขายดี 20% สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 80%” หรือไม่ก็ “ยอดขาย 80% มาจากลูกค้าชั้นดีเพียง 20%” หรือการเลือกลูกค้าชั้นดีเพียง 20 % ก็สามารถสร้างรายได้ถึง 80 % ของกลุ่มลูกค้าทั้งหมด แต่กลยุทธ์การตลาดแบบลองเทลนั้นตรงข้ามกับกฎ 80/20 โดยสิ้นเชิงและด้วยการท้าทายว่า “ยอดขายของสินค้าที่ขายไม่ดีหรือกลุ่มลูกค้ารายย่อยที่เราไม่ได้ให้ความสนใจนั้น เมื่อรวมกันแล้วอาจจะมีลูกค่าของยอดขายของสินค้าขายดีหรือรายได้จากกลุ่มลูกค้าชั้นดีก็ได้”  กลยุทธ์การตลาดแบบลองเทลตั้งข้อสังเกตว่าการให้ความสำคัญกับลูกค้าชั้นดี 20% ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด แต่ว่าทำไมต้องตัดลูกค้าธรรมดาจำนวน 80%ทิ้งออกไปด้วย ?  ดังรูปที่ 1 ได้อธิบายถึงกลยุทธ์การตลาดแบบลองเทล2. กลยุทธ์การตลาดแบบลองเทลคือ การไม่เจาะจงกลุ่มลูกค้า นั่นคือต้องการได้ลูกค้าทั้ง 100%โดยใช้ระบบเป็นผู้รับเรื่อง ทำให้สามารถตอบสนองได้ทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่ตลาดนิช (Niche Market) ที่เล็กที่สุดที่อยู่ในส่วนหางที่ยาวออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดได้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทั้งหมด3. กลยุทธ์การตลาดแบบลองเทลไม่ได้เป็นกลยุทธ์การตลาด สำหรับบริษัทที่ทำธุรกิจทางอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ประเด็นของกลยุทธ์นี้ไม่ได้อยู่ที่ การขายโดยใช้อินเทอร์เน็ต แต่เป็นการขายโดยอัตโนมัติ ร้านค้าหรือกิจการที่ทำคนเดียวก็สามารถนำเอากลยุทธ์การตลาดแบบลองเทลนี้ไปใช้ประโยชน์ได้เช่นกัน4. กลยุทธ์การตลาดแบบลองเทลไม่ได้ใช้ได้เฉพาะกับ “สินค้า” เท่านั้น นอกจากสินค้าแล้ว ยังมีลองเทล (Long Tail) ของ “ลูกค้า” และ “การให้บริการ” ด้วย      สรุปจากบทความนี้ได้แสดงให้เห็นว่าเมื่อเทคโนโลยีทางด้านสารถสนเทศเข้ามามีบทบาทในชีวิตและภาคธุรกิจ ทำให้รูปแบบการติดต่อสื่อสาร กลยุทธ์ทางการตลาดก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไป เนื่องจากต้นทุนการทำตลาดลดลงแต่ผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น ดังนั้นเพื่อให้สามารถต่อสู่กับคู่แข่งทางธุรกิจได้ นักการตลาดจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และสภาวะการตลาดปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอที่มา : https://goo.gl/m3TbiQเขียนโดย  : ดร.ยุทธพงศ์ ทัพผดุง