Download and Watch Full Movie Spider-Man: Homecoming (2017)

Snap’s triumphant debut  Thursday, 2 Mar 2017 | 5:02 PM ET | 04:44Snap shares closed their first day of trading up 44 percent at $24.48 a share, quenching a long drought in the market for tech IPOs.More than 200 million shares — the entire size of the offering — changed hands over the course of the day, accounting for roughly 10 percent of the total volume of trading on the New York Stock Exchange on Thursday.The stock opened shortly before 11:20 a.m. on Thursday in New York, and started trading at $24 a share, rising 41.2 percent from its pricing at the open. The company, trading under the ticker SNAP, priced its public offering at $17 a share on Wednesday. Share prices rose as high as $26.05, according to FactSet, and fell as low as $23.50.Getty ImagesJohn Spiegel (C), father of Snapchat founder Evan Spiegel, reacts as Snap Inc. shares open for trading on the floor of the New York Stock Exchange, March 2, 2017 in New York City.The opening price of $24 puts the company’s market capitalization at about $33 billion, about the size of Marriot and Target. Twitter’s market cap is about 11 billion, while Facebook’s is about $395 billion.The young ephemeral photo messaging company posted a $515 million loss last year. At least a few Wall Street analysts reacted skeptically to the offering, issuing “sell” ratings on the stock.Nonetheless, investors have bet on its quickly growing revenue and visionary leader, 26-year-old co-founder CEO Evan Spiegel. Spiegel arrived at the stock exchange on Thursday morning to ring the opening bell, with supermodel fiancee Miranda Kerr in tow, documenting with pictures on the app.The Venice, California-based company, which serves augmented reality and cinematic advertisements to its young adult audience, could be a bellwether as other start-up giants, such as Airbnb and Uber, mull a public offering. The IPO was 12 times oversubscribed, sources said.Snap enters the public market a day after the three major U.S. stock indexes posted their best session of the year. About $5 billion changed hands in Snap stock – that’s roughly on par with what Twitter saw

Continue reading

Download and Watch Movie Do It Like An Hombre (2017)

สถาบันไอเอ็มซี มองเทรนด์ไอทีปี 2017 ปรับยิ่งใหญ่ เทรนด์ของโลกที่ตรงกับเทรนด์ของอุตสาหกรรมไอทีไทยอย่างจังคือ FinTech เทคโนโลยีด้านการเงินที่จะส่งผลกับทุกธุรกิจที่ต้องรับเงินค่าบริการจากลูกค้า ขณะที่เทคโนโลยีชื่อคุ้นหูยังร้อนแรงเช่นเดิม ทั้ง Cloud, Big Data Analytics, Internet of Things, แต่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีกำลังทำให้ระบบไอทีบางอย่างต้องเปลี่ยนแปลงไปอีกมากอาทิเช่น ระบบ Artificial Inlelligence และ Machine Learning จะทำให้ต่อไประบบซอฟต์แวร์และอุปกรณ์ส่วนใหญ่ต้องมีระบบ  อัจฉริยะฝังอยู่  ระบบไอทีหลังบ้านก็จะเปลี่ยนไปต้องการระบบเว็บที่มีความสามารถรองรับผู้ใช้จำนวนมากมาย (Webscale IT) หรือการทำ Software Defined Data Center ส่วนติดต่อผู้ใช้ก็จะเจอกับระบบเสมือนจริง Virtual Reality (VR) และ Augmented Reality (AR) หรือระบบ Conversation System รวมถึงการเข้ามาของเทคโนโลยี Blockchain ก็อาจเห็นการประยุกต์ใช้ในเรื่องใหม่ๆในบ้านเราอีกมากเทรนด์เหล่านี้ส่งผลกระทบกับทุกคน สถาบันไอเอ็มซีจึงแจ้งเกิดงานสัมมนา IT Trends Strategic Planning 2017: Towards Thailand 4.0 เพื่อให้องค์กรไทยเตรียมตัววางแผนธุรกิจให้สามารถเติบโตอยู่รอดในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล “ประเทศไทย 4.0”องค์กรไทยต้องปรับตัวดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการ สถาบัน IMC ระบุว่าเทรนด์ที่มาแรงอันดับ 1 ในปี 2017 คือการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลหรือ Digital Transformation โดยเทคโนโลยีการเงิน Fintech จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแบบปูพรม เนื่องจากทุกธุรกิจต้องรับการจ่ายเงิน“สิ่งสำคัญที่สุดที่ธุรกิจไทยควรทำก่อนปี 2017 คือต้องตระหนักรู้ถึงกระแสโลกที่เปลี่ยนไป เนื่องจากองค์กรไทยหนีไม่พ้นผลจากเทคโนโลยีที่มีความอัจฉริยะยิ่งขึ้น ซึ่งถ้าไม่สามารถปรับตัวได้ทัน ก็อาจอยู่ไม่ได้ในที่สุด”การตระหนักรู้เพื่อเตรียมพร้อมยังสำคัญมากสำหรับการปรับตัวในวันที่รัฐบาลไทยเดินตามนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล “ประเทศไทย 4.0” จุดนี้สถาบันไอเอ็มซีมองว่าองค์กรไทยควรรู้ว่าจะสามารถทำความฝัน Value Creation ซึ่งเป็นโมเดลหลักของนโยบายนี้ได้ก็ต่อเมื่อองค์กรมีความพร้อมด้านเทคโนโลยี นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้องค์กรต้องจับตามองเทรนด์ไอทีอย่างใกล้ชิดสถานการณ์นี้ทำให้สถาบันไอเอ็มซีจัดงานสัมมนา IT Trends Strategic Planning 2017: Towards Thailand 4.0 ขึ้น เนื้อหาในหลักสูตรเน้นการวิเคราะห์กระแสโลกที่เข้ากับประเทศไทย จุดนี้สถาบันไอเอ็มซีระบุว่าจะอธิบายให้องค์กรเข้าใจว่าเทคโนโลยีทั้ง FinTech, Big Data Analytics, Internet of Things, เทคโนโลยีเสมือนจริง และเทคโนโลยีกระแสโลกเหล่านี้มีความสำคัญอย่างไร และทำไมระบบ Cloud หรือ Big Data Analytics ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องทำไม่ว่าจะปีไหน“หลักสูตรในงานสัมมนานี้จะทำให้คนเข้าใจว่านับจากนี้ตลาดจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ที่เคยทำนั้นอยู่ไม่ได้ อย่างกรณี FinTech ยกตัวอย่างเช่นธนาคาร ตอนนี้กลุ่มแบงก์รู้ตัวแล้วว่าที่เคยทำมานั้นอยู่ไม่ได้ เมื่ออยู่ไม่ได้ก็ต้องปิดสาขาบางส่วนไป นี่เพียงแค่กลุ่มธนาคารกลุ่มเดียว ยังมีเอสเอ็มอีทั้งประเทศที่จะต้องพร้อมรับกับวิธีการจ่ายเงินที่เปลี่ยนไป ทุกคนต้องถามตัวเองว่าพร้อมไหม เพราะงานบางอย่างมันไม่มีให้ทำแล้วในยุคนี้” ดร. ธนชาติกล่าว “ยิ่งเมื่อรัฐบาลทำโครงการ Thailand 4.0 ทุกอย่างมันล้อกันมา เทคโนโลยีมีความอัจฉริยะ ถ้าเราตามไม่ทัน ศักยภาพการแข่งขันของเราก็จะตกลง การค้าขายก็จะตกลงตามไปด้วย“ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซียังยกตัวอย่างการไม่ปรับตัวจนตามไม่ทันด้วยธุรกิจสื่อบันเทิง เนื่องจากที่ผ่านมา บริการสตรีมมิ่งทีวีทำให้บริษัทเคเบิลทั่วโลกชะลอการเติบโต หรือยุคที่ร้านถ่ายรูปต้องปิดตัวลงเพราะความนิยมในกล้องดิจิทัลดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการ สถาบัน IMC“ประเทศไทย 4.0” เป้าหมายใหญ่ศุภชัย สัจไพบูลย์กิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจก. ออพติมุส (ประเทศไทย) ระบุว่าเทรนด์การใช้ระบบไอทีในองค์กรไทยช่วงปีหน้าจะเป็นการสร้างคุณค่าหรือ Value Creation ไม่ใช่ Value Added หรือการเพิ่มคุณค่า จุดนี้องค์กรธุรกิจที่มีโมเดล “ประเทศไทย 4.0” เป็นเป้าหมาย จะต้องเข้าใจว่าถ้าต้องการก้าวไปได้ จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยี เพราะเทคโนโลยีทำให้ฝันเป็นจริง“ปีหน้าจะเป็นปีของ Value Based Technology แนวโน้มนี้ทำให้ผู้ขายสินค้าไอทีต้องเปลี่ยนวิธีเสนอสินค้า ด้วยการไม่เสนอขายเฉพาะตัวสินค้า แต่เสนอทั้งระบบโซลูชันที่จะทำให้ธุรกิจได้รับประโยชน์ทางธุรกิจได้โดยตรง ตัวอย่างเช่น ผู้ขายระบบไวไฟ จะเสนอระบบที่ทำให้ธุรกิจเห็นโอกาสทำยอดขายที่เพิ่มขึ้น แทนที่จะเสนอแต่ความสามารถของระบบไวไฟในองค์กรอย่างเดียว”ศุภชัย แสดงความเชื่อมั่นว่าในวันที่รัฐบาลไทยผลักดันโครงการเศรษฐกิจดิจิทัล องค์กรไทยจะดำเนินธุรกิจในปีหน้าได้ไม่ยาก หากผู้ประกอบการสามารถเข้าใจเทรนด์เทคโนโลยีแล้วนำมาใช้ได้อย่างเหมาะสม“ไม่เพียงอีคอมเมิร์ซ แต่สิ่งที่มาคู่กันคือระบบชำระเงินดิจิทัล ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ที่สมบูรณ์ พวกนี้ถ้าไม่เตรียมตัวไว้ก่อน ก็จะมีผลกระทบมหาศาล” ศุภชัยกล่าว “ยิ่งถ้าเรามองโมเดล “ประเทศไทย 4.0” เป็นเป้าหมาย การเปลี่ยนผ่านก็คือกระบวนการที่ธุรกิจต้องทำ และการจะทำได้นั้นต้องใช้เทคโนโลยี ตรงนี้หลักสูตรที่ออพติมุสร่วมมือกับสถาบัน IMC จะช่วยย่อยข่าว ให้มีเนื้อหาฟังง่าย ในวันที่ผู้บริหารไอทีไทยบางส่วนยังปรับตัวไม่ทัน”ศุภชัย สัจไพบูลย์กิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจก. ออพติมุส (ประเทศไทย)ขอบคุณบทความจาก : Comtoday(http://www.aripfan.com/trend-it-thai-2017/)

Streaming Logan Lucky (2017) Full Movie HD

ปัจจุบันกระแสเศรษฐกิจแบ่งปัน (SHARING ECONOMY) กำลังถูกพูดถึงในวงกว้าง การเปิดตัวของ แอพพลิเคชั่น และซอฟต์แวร์ใหม่ๆ มีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลเป็นอย่างยิ่ง AIRBNB, SPOTIFY, UBER และGRAB TAXI เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ มองไปข้างหน้าสังคมไทยคงหลีกหนีแนวโน้มนี้ไม่พ้น TECH STARTUP ต้องเกิดขึ้น เอสเอ็มอีต้องปรับตัว โครงสร้างธุรกิจแบบ Sharing Economy หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อการบริโภคชนิดร่วมมือกัน (Collaborative Consumption) และการทำธุรกิจจากเพื่อนสู่เพื่อน (Peer to Peer : P2P) เป็นการทำธุรกิจในรูปแบบใหม่ ซึ่งช่วยให้บุคคลหรือองค์กรสามารถสร้างรายได้จากสิ่งของหรือทรัพย์สินที่ตนมีมากเกินความจำเป็นหรือไม่ได้ใช้แล้ว (Excess Capacity) ผ่านการให้บริการบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ตโฟน เพื่อเชื่อมต่อระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการในการเข้าถึงสินค้าหรือบริการ โดยผู้รับบริการจะอาศัยข้อมูลบนเครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นพื้นฐานที่ช่วยในการตัดสินใจ ตั้งแต่รถยนต์ ห้องพัก ไปจนถึงเสื้อผ้า ของมือสอง และกระเป๋าแบรนด์เนม ฯลฯ ในระดับกว้างขวาง ซึ่งทั้งหมดเป็นไปได้เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่บริษัท PwC Consulting เปิดเผยถึงผลสำรวจ The Sharing Economy ที่ได้ทำการสำรวจผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกา จำนวน 1,000 รายว่า ปัจจุบันกระแสเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) กำลังถูกพูดถึงในวงกว้าง และมีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลเป็นอย่างยิ่ง โดยคาดการณ์ว่าในปี 2568 กลุ่มอุตสาหกรรมที่นำแนวคิดเศรษฐกิจแบ่งปันมาปรับใช้กับธุรกิจ ได้แก่ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว (Travel) ธุรกิจให้บริการโดยสารทางรถยนต์ รถเช่า และแบ่งปันรถยนต์กันใช้ (Car sharing) ธุรกิจการเงิน (Finance) ธุรกิจจัดหาบุคคลเข้าทำงาน (Staffing) และธุรกิจบริการเพลงหรือวิดีโอแบบสตรีมมิ่ง (Music and Video Streaming) จะช่วยผลักดันให้มูลค่าของตลาด Sharing Economy เติบโตถึง 11 ล้านล้านบาท (3.35 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) จากปัจจุบันประมาณ 5 แสนล้านบาทตัวอย่างของธุรกิจยอดฮิตแบบ Sharing Economy ที่กำลังเป็นกระแสในสังคมออนไลน์ทั่วโลก ได้แก่ บริษัท Airbnb ตลาดชุมชนที่ผู้เข้าพักสามารถจองที่พักจากเจ้าของที่พัก โดยเน้นการนำเสนอประสบการณ์ของผู้เข้าพักและเจ้าของที่พัก และเชื่อมโยงคนที่มีที่พักว่างกับคนที่กำลังมองหาที่พักเข้าหากัน ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการโดยเฉลี่ยกว่า 425,000 รายต่อคืน และมีเครือข่ายการให้บริการใน 190 ประเทศทั่วโลก ถือเป็นหนึ่งในบริษัท Start Up ที่เติบโตและประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วที่สุดบริษัทหนึ่งในตลาดนี้ในขณะที่ Spotify ผู้ให้บริการเพลงแบบสตรีมมิ่งมีผู้ใช้งานทั่วโลกกว่า 40 ล้านราย และ Uber ยังถือเป็นบริษัทผู้ให้บริการรถแท็กซี่ในรูปแบบรถลีมูซีนรายใหญ่ของโลก ที่ใช้การเรียกบริการผ่านแอพพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน และมีบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมการดำเนินธุรกิจในรูปแบบ Sharing Economy และแม้ว่า Uber จะถูกตรวจสอบจากสาธารณชน เกิดการประท้วง คดีความ และข้อโต้แย้งทางกฎหมายต่าง ๆ ในหลาย ๆ ประเทศในช่วงที่ผ่านมา แต่แท็กซี่หรู Uber ก็ยังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคและสามารถขยายกิจการไป 250 ประเทศทั่วโลกได้ในเวลาเพียง 5 ปี และมีมูลค่าบริษัทกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่ามาร์เก็ตแคปของสายการบินอเมริกันบางรายเสียอีก  ในประเทศไทยเอง Sharing Economy เติบโตอย่างมีนัยสำคัญในประเทศไทยไม่แพ้ชาติอื่น ๆ เห็นได้จากการที่คนไทยเข้าไปแชร์ที่พัก หรือใช้บริการที่พักผ่านแอพฯ มากขึ้น หรือแม้แต่การใช้บริการแท็กซี่ผ่านแอพฯ ก็มีมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการให้เลือกอยู่หลายรายด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Easy Taxi, Grab Taxi, Uber หรือ All Thai Taxi ส่งผลให้เกิดการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในวงการแท็กซี่ไทยและไม่เพียงแต่ภาคเอกชนที่มีการตื่นตัว ปัจจุบันการส่งเสริม Tech Startup เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่สำคัญของภาครัฐ ที่ดำเนินการส่งเสริมผ่านสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์วแวร์แห่งชาติ (SIPA) ซึ่งการส่งเสริมผู้ประกอบการใหม่ทางด้านดิจิทัล (Tech Startup) เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศผ่านทางผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างกำลังคนทางด้านดิจิทัลจำนวนมากปัจจุบัน SIPA ได้ผลักดัน Tech Startup ผ่านโครงการหลากหลายเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ เช่น การบ่มเพาะ อบรม และการประกวดผลงานนวัตกรรม การพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์บนพื้นฐานของนวัตกรรมธุรกิจ และการเร่งพัฒนาศักยภาพสู่ระดับสากล ตลอดจนถึงการสร้างโอกาสทางการตลาด การขยายตลาด และการผลักดันการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดขึ้นของ Tech Startupแนวโน้มของ SHARING ECONOMY จะผลักดันให้เกิดธุรกิจเทคโนโลยีใหม่ เช่น TECH STARTUP ซึ่งมีพร้อมทั้งบริการที่เข้าถึงผู้บริโภค และการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ผ่านซอฟต์แวร์ และแอพพลิคชัน จึงเป็นความท้าทายที่ภาคธุรกิจและเอสเอ็มอีต้องปรับตัวเพื่อรับกับโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ เราจะเห็นธุรกิจไทยเป็นแบบ SHARING ECONOMY มากยิ่งขึ้น โดยภาคส่วนต่าง ๆ จะเชื่อมเข้าหากัน และภาคธุรกิจจะแบ่งปันหรือใช้ทรัพยากรร่วมกันเพิ่มมากขึ้นขอบคุณบทความจาก : SIPA ( https://goo.gl/XuuSio )

Streaming and Download Rough Night (2017) Full Movie Online

There’s a quote near the top of Philipp Janert’s instant classic Data Analysis Using Open Source Tools:[I]t seems that for many people in the tech field, ‘data’ has become nearly synonymous with ‘Big Data.’ That kind of development usually indicates a fad. The reality is that, in practice, many data sets are ‘small,’ and in particular many relevant data sets are small.He was writing in 2010 — and, oh, what a fast five years it’s been. Janert goes on to say that classical statistics was built to perform inductive operations – start with a subset of a mess of information and draw conclusions about the mess. Big Data puts the mess in our midst, which is a mixed blessing.As Janert says: “Big Data makes it easy to forget the basics.”But there’s no avoiding it now:  the fad is not fading. The rush of outrage greeting my recent summary post about AdWeek in NYC titled “’Big Data Is a Big Distraction’: Notes from #AdWeekXII” put me on notice. Never mind that I was quoting someone else (i.e., not myself) and was simply reporting the ad industry’s reaction against last year’s Big Data hysteria – a reaction against hype and not substance.Let us admit to ourselves the obvious: We need to walk into the light, amigos. Big Data is a big reality.So what do marketers need to know about it? What follows is a primer on the topic for the interested beginner. It’s based on a recent research report I published called “Understand Big Data Basics for Marketing” (Gartner subscribers enjoy here). It’s not – I mean not – for the white-coated, square-eyed crowd down there in the clean room.So: Big Data Basics for Marketers.What is Big Data? Let’s keep it simple. Big Data is data that is so big it won’t fit on a single machine. It has to be spread over many machines. And it can come from anywhere, so it might be in strange and exotic formats. And it’s coming fast. These ideas of size, road speed and formats are captured in the often-quoted concept of the “three V’s”:

Continue reading

[Watch] Annabelle: Creation (2017) Full Movie HD

สมาร์ตโฟน หนึ่งในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่นับวันจะเป็นมากยิ่งกว่าอุปกรณ์สื่อสารไปซะแล้ว อันเนื่องมาจากความสามารถที่แทบจะทำได้ทุกอย่างของมันนี่เอง และหนึ่งในนั้นคือ การควบคุมอุปกรณ์อื่นจากระยะไกล อันเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยี “Internet of Things” นั่นเองเรียกง่าย ๆ ก็คือ การเปลี่ยนให้สมาร์ตโฟนกลายเป็นรีโมตควบคุมทุกสิ่งที่สามารถสั่งการเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวอื่น ๆ ได้ อย่างทีวี คอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นเพลง หลอดไฟ เครื่องปรับอากาศ และอื่น ๆ ฉะนั้นใน How to วันนี้ จะยกตัวอย่างการใช้งานบางส่วนเพื่อแสดงให้เห็นถึงความ “Smart” อีกหนึ่งอย่างของสมาร์ตโฟนที่หลาย ๆ คนนึกไม่ถึงกันครับใช้สมาร์ตโฟนควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ทุกที่คงจะฟินไม่น้อย หากเรากำลังใช้งานสมาร์ตโฟนของเราแทนเครื่องคอมพ์ที่บ้านไปเลย โดยเราจะนั่งเล่นเกมระดับ PC หรือใช้โปรแกรมทำงานประสิทธิภาพสูง (ตระกูล Adobe ทั้งหลาย) ก็ยังได้ ที่ว่ามานี้ไม่ได้หมายถึงการใช้ระบบปฏิบัติการของ Android หรือ iOS แทนคอมพ์นะครับ แต่หมายถึงการเอา Windows จริง ๆ จากเครื่องคอมพ์มาใช้งานโดยตรงผ่านสมาร์ตโฟนไปเลยหาโปรแกรมกับแอพฯ สำหรับควบคุมคอมพ์ระยะไกลผ่านสมาร์ตโฟนโดยเฉพาะก่อน ซึ่งมีให้เลือกมากมาย และใช้งานยากง่ายต่างกันไป หากจะเอาตัว Basic ก่อน ก็ไปดาวน์โหลดแอพฯ ที่ชื่อ “Chrome Remote Desktop” มาลงในสมาร์ตโฟนของเราเลยครับ จากนั้นก็ติดตั้งส่วนขยาย Chrome Remote Desktop บนเว็บบราวเซอร์ Chrome ในเครื่องคอมพ์ของเราด้วย (ในขั้นตอนนี้จะมีให้ตั้งรหัสผ่าน จำให้ดี ๆ) เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนเตรียมการแล้วเปิดแอพฯ Chrome Remote Desktop บนสมาร์ตโฟน (อย่าลืมต่ออินเทอร์เน็ต) ให้สังเกตที่ไอคอนรูปคอมพ์ในแอพฯ ซึ่งถ้าเป็นสีฟ้า แสดงว่าคอมพ์ที่เราจะควบคุมเปิดใช้งานอยู่นั่นเอง ส่วนนี้จำไว้เลยว่าหากต้องการควบคุมเครื่องคอมพ์จากระยะไกล เราต้องเปิดเครื่องคอมพ์ของเราไว้ด้วย เพราะเราสั่งปิดเครื่องได้ แต่สั่งเปิดไม่ได้ครับ จากนั้นก็ใส่รหัสตามที่ตั้งไว้ เท่านี้หน้าจอสมาร์ตโฟนของเราก็จะเป็นหน้าจอ Desktop ที่แสนคุ้นเคยแล้วครับการควบคุม เราสามารถใช้นิ้วลากแทนเมาส์ได้เลย การพิมพ์ก็ใช้คีย์บอร์ดของสมาร์ตโฟนได้เช่นกัน แต่ถ้าใครอยากให้มีความรู้สึกเหมือนใช้งานคอมพ์จริง ๆ ไปหาซื้อ “USB OTG” และหาซื้อชุดเมาส์ + คีย์บอร์ด แบบไร้สาย (เช่น Logitech MK240) ถ้าหน้าจอสมาร์ตโฟนเล็กไป ก็ซื้อ “OEM ชุดขยายหน้าจอ” มาด้วยก็ดีครับ (หรือจัดแท็บเล็ตไปเลย) เท่านี้เราก็จะมีชุดคอมพ์เกรด Desktop PC ไปใช้งานพกพาที่ไหนก็ได้ Genius !!สำหรับเครื่อง iOS สามารถใช้แอพฯ TeamViewer ได้ครับ ส่วนใครอยากเอาไว้เล่นเกม PC โดยเฉพาะจริง ๆ โหลดแอพฯ Kinoconsole เลยครับ***ข้อควรรู้วิธีดังกล่าว คือการใช้เทคโนโลยี “สตรีมมิ่ง” (Streaming) หมายถึง การโอนถ่ายข้อมูลมัลติมีเดียผ่านอินเทอร์เน็ตในระยะหนึ่ง โดยจากที่ต้องรอดาวน์โหลดไฟล์ข้อมูลนั้นให้เต็มก่อนถึงจะใช้งานได้ ก็กลายเป็นทั้งใช้งานไปด้วยและดาวน์โหลดไปด้วยในเวลาเดียวกัน เช่น ดูบอลสดผ่านอินเทอร์เน็ต ดูวิดีโอใน YouTube เป็นต้นแปลงสมาร์ตโฟนเป็นรีโมตทีวีหลายคนคงเบื่อปัญหา “รีโมตหาย” ที่พอจะใช้งานดันหายาก หรือไม่ก็ปัญหาแย่งรีโมตกัน บางคนเลยอยากแกล้งคนถือรีโมตซะเลย (รวมถึงผมด้วย ฮ่า ๆ) เพราะงั้นเราจะมาแปลงสมาร์ตโฟนในมือให้เป็นรีโมตทีวีซะเลย วิธีง่าย ๆ โดยไปโหลดแอพฯ Easy Universal TV Remote มาใช้เลยครับEasy Universal TV Remoteสำหรับแอพฯ นี้ก็ตามชื่อเลยครับ Universal TV หมายถึง ใช้งานกับทีวีได้ทุกยี่ห้อ ทุกประเภท จะจอแบนหรือจอตู้ก็ใช้ได้หมด (แต่ถ้ารุ่นสมัยปู่ก็ไม่ชัวร์นะครับ) เนื่องจากตัวแอพฯ จะอาศัยฟีเจอร์ IR Blaster หรือการส่งสัญญาณอินฟราเรดที่มีอยู่ในสมาร์ตโฟนเกือบทุกรุ่นนี้เอง ทำให้เราสามารถส่งสัญญาณควบคุมทีวีไปยังตัวทีวีได้โดยตรง โดยไม่ต้องใช้แอพฯ เฉพาะของทีวีรุ่นนั้น ๆ หรือใช้อินเทอร์เน็ตไม่ก็บลูทูธเป็นตัวช่วยให้ยุ่งยากแต่อย่างไร ส่วนการควบคุม ก็มีตั้งแต่กดเปลี่ยนช่อง เพิ่มลดเสียง และเปิดปิดทีวี เป็นต้นหากสมาร์ตโฟนของใครไม่มีตัว IR Blaster ก็สามารถซื้อเสาสัญญาณเสริมได้ครับ โดยจะใช้ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. สำหรับติดตั้ง ส่วนราคาก็จะอยู่ที่ราว ๆ 150 บาทขึ้นไปครับ นอกจากใช้เป็นรีโมตทีวีแล้ว ยังใช้เป็นรีโมตกล้องถ่ายรูปได้ด้วย ซึ่งใช้สัญญาณอินฟราเรดเหมือนกัน (ถ้ากล้องตัวนั้นรองรับนะ ไม่มีก็ต้องพึงอุปกรณ์เสริม)สั่งให้เครื่องเสียงเล่นเพลงที่ต้องการจากระยะไกลสำหรับใครที่มีชุดลำโพง Home Theater หรือเครื่องเสียงตัวโปรดกองอยู่ที่บ้าน แต่เบื่อที่จะต้องมาหยิบแผ่นซีดีใส่ที่ละอัลบั้ม หรือคอยเดินไปเปลี่ยนเพลงหรือปรับเสียงให้เมื่อย ก็เช่นเคยครับ หยิบสมาร์ตโฟนของท่านมา แล้วแปลงให้มันควบคุมแบบไร้สายซะ วิธีนี้เราอาจจะต้องลงทุนกันนิดหน่อย ตรงที่ต้องหาซื้อพวก “Bluetooth Music Receiver” หรือตัวรับสัญญาณเสียงผ่านบลูทูธนั่นเอง โดยมีลักษณะเป็นกล่องเล็ก ๆ ต่อเข้าที่หน้าตัวเครื่อง (ต่อไม่ยาก) ซึ่งส่วนใหญ่จะมีราคาตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป แต่คุ้มค่ายิ่งนักหลักการทำงานก็ง่าย ๆ คือ มันจะอาศัยไฟล์เพลงจากในสมาร์ตโฟนของเรา โดยตัวสมาร์ตโฟนก็จะแปลงสัญญาณเพลงเป็นบลูทูธ จากนั้นก็ส่งไปยังตัวรับอย่าง Bluetooth Music Receiver อีกที และตัวรับนี้ก็จะส่งเพลงเข้าสู่เครื่องเสียงแล้วขยายเสียงให้กระหึ่มนั่นเองครับ แน่นอนว่าเราสามารถควบคุมการเล่นเพลงแบบไร้สายผ่านทางสมาร์ตโฟนได้เลย ก็เหมือนตอนเราใช้ฟังเพลงตามปกตินั้นแหละครับ แต่เปลี่ยนจากที่ใช้ลำโพงเล็ก ๆ บนสมาร์ตโฟน ไปใช้ลำโพงตัวเบ้งของเครื่องเสียงแทน

Streaming and Download The Hitman’s Bodyguard (2017) Full Movie Free

ปัจจุบันการแบ่งกลุ่มลูกค้านั้น นักการตลาดทั่วไปได้ใช้วิธีการหรือกลยุทธ์ต่างๆในการแบ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้ชัดเจนเพื่อนำเสนอสินค้าได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะส่งผลให้การทำตลาดและการใช้งบประมาณด้านการตลาดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันนักการตลาดจะพิจารณากลุ่มลูกค้าที่มีมูลค่าสูง (Key Account) เป็นหลัก โดยพิจารณาว่าการเลือกกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพในการซื้อสินค้าหรือบริการของเรานั้นน่าจะตรงกลุ่มเป้าหมายและคุ้มค่าในการลงทุนเพื่อทำตลาดที่เหมาะสมที่สุด บทความนี้จะเป็นการนำเสนอกลยุทธ์การตลาดแบบลองเทล ซึ่งเป็นกลยุทธ์การตลาดอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง เนื่องจากต้นทุนการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ต่างๆในปัจจุบันค่อนข้างต่ำลง ซึ่งจะเป็นทางเลือกให้นักการตลาดสามารถประยุกต์ใช้อีกกลยุทธ์หนึ่ง  กลยุทธ์การตลาดแบบลองเทล (Long Tail Marketing) นั้นจะมีประเด็นที่สำคัญที่สุดคือการไม่เจาะจงกลุ่มลูกค้า ซึ่งแนวคิดนี้เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความรู้หรือประสบการณ์ดั่งเดิมและตรงกันข้ามกับ กฎ80/20 อย่างสิ้นเชิง ซึ่งการตลาดแบบไม่เจาะจงกลุ่มลูกค้าที่เกิดขึ้นนั้นจะมีปัจจัยประกอบหลายส่วนด้วยกันเนื่องจากปัจจุบันต้นทุนสำหรับการติดต่อสื่อสารจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างถูกและสะดวกรวดเร็วกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก เช่นการใช้ติดต่อสื่อสารผ่าน อีเมล์ และการมีเว็บไซด์ หรือบล็อกที่ทำให้กลุ่มลูกค้าทั่วโลกและทุกระดับสามารถเข้าเยี่ยมชมสินค้าหรือบริการได้ง่ายทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องมองข้ามหรือตัดลูกค้าบางส่วนออกไปกลยุทธ์การแบบตลาดลองเทลนั้นจะพิจารณาว่ากลุ่มลูกค้าทั่วไปที่ไม่ใช่ลูกค้าชั้นดีมีถึง 80% แต่ลูกค้าชั้นดีมีเพียง 20% ตามกฎ 80/20 นั้น ทำไมต้องถูกมองข้ามและไม่ได้รับความสนใจในเมื่อปัจจุบันต้นทุนการติดต่อสื่อสารมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างต่ำ และบางครั้งถ้าพิจารณาถึงรายรับจากกลุ่มลูกค้าทั่วไปที่มีถึง 80 %พบว่าจะมีรายรับจากกลุ่มดังกล่าวมากกว่ารายรับจากกลุ่มลูกค้าชั้นดีที่มีเพียง 20%  ซึ่ง สามารถสรุปประเด็นสำคัญของกลยุทธ์การตลาดแบบลองเทลได้ดังนี้1. กลยุทธ์การตลาดแบบลองเทลเป็นกฎตรงข้ามกับกฎของพาเรโต หรือที่เรียกกันว่ากฎ 80/20  ซึ่งได้อธิบายว่าว่า “สินค้าขายดี 20% สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 80%” หรือไม่ก็ “ยอดขาย 80% มาจากลูกค้าชั้นดีเพียง 20%” หรือการเลือกลูกค้าชั้นดีเพียง 20 % ก็สามารถสร้างรายได้ถึง 80 % ของกลุ่มลูกค้าทั้งหมด แต่กลยุทธ์การตลาดแบบลองเทลนั้นตรงข้ามกับกฎ 80/20 โดยสิ้นเชิงและด้วยการท้าทายว่า “ยอดขายของสินค้าที่ขายไม่ดีหรือกลุ่มลูกค้ารายย่อยที่เราไม่ได้ให้ความสนใจนั้น เมื่อรวมกันแล้วอาจจะมีลูกค่าของยอดขายของสินค้าขายดีหรือรายได้จากกลุ่มลูกค้าชั้นดีก็ได้”  กลยุทธ์การตลาดแบบลองเทลตั้งข้อสังเกตว่าการให้ความสำคัญกับลูกค้าชั้นดี 20% ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด แต่ว่าทำไมต้องตัดลูกค้าธรรมดาจำนวน 80%ทิ้งออกไปด้วย ?  ดังรูปที่ 1 ได้อธิบายถึงกลยุทธ์การตลาดแบบลองเทล2. กลยุทธ์การตลาดแบบลองเทลคือ การไม่เจาะจงกลุ่มลูกค้า นั่นคือต้องการได้ลูกค้าทั้ง 100%โดยใช้ระบบเป็นผู้รับเรื่อง ทำให้สามารถตอบสนองได้ทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่ตลาดนิช (Niche Market) ที่เล็กที่สุดที่อยู่ในส่วนหางที่ยาวออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดได้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทั้งหมด3. กลยุทธ์การตลาดแบบลองเทลไม่ได้เป็นกลยุทธ์การตลาด สำหรับบริษัทที่ทำธุรกิจทางอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ประเด็นของกลยุทธ์นี้ไม่ได้อยู่ที่ การขายโดยใช้อินเทอร์เน็ต แต่เป็นการขายโดยอัตโนมัติ ร้านค้าหรือกิจการที่ทำคนเดียวก็สามารถนำเอากลยุทธ์การตลาดแบบลองเทลนี้ไปใช้ประโยชน์ได้เช่นกัน4. กลยุทธ์การตลาดแบบลองเทลไม่ได้ใช้ได้เฉพาะกับ “สินค้า” เท่านั้น นอกจากสินค้าแล้ว ยังมีลองเทล (Long Tail) ของ “ลูกค้า” และ “การให้บริการ” ด้วย      สรุปจากบทความนี้ได้แสดงให้เห็นว่าเมื่อเทคโนโลยีทางด้านสารถสนเทศเข้ามามีบทบาทในชีวิตและภาคธุรกิจ ทำให้รูปแบบการติดต่อสื่อสาร กลยุทธ์ทางการตลาดก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไป เนื่องจากต้นทุนการทำตลาดลดลงแต่ผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น ดังนั้นเพื่อให้สามารถต่อสู่กับคู่แข่งทางธุรกิจได้ นักการตลาดจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และสภาวะการตลาดปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอที่มา : https://goo.gl/m3TbiQเขียนโดย  : ดร.ยุทธพงศ์ ทัพผดุง