บล็อก

สวัสดีค่ะทุกท่าน กลับมาเจอกัน Mobinster อีกแล้วนะคะ วันนี้เรามีบทความอัพเดตที่น่าสนใจมาฝากกัน ซึ่งคาดว่าน่าจะมีประโยชน์มากกับผู้ประกอบการทั้งหลาย ในการอัพเดตเทรนการตลาดใหม่ๆ รวมทั้งเเนวโน้มต่างๆที่จะส่งผลกระทบกับธุรกิจ กำลังจะผ่านพ้นไปอีกปี อะไรๆก็เปลี่ยนแปลงไวมาก  โดยเฉพาะด้าน Marketing ยิ่งต้องจับตาดูเลยทีเดียว 

บังเอิญว่า Mobinster โดนเตะตาด้วยบทความนี้เข้าไป เลยอยากนำมาแชร์ในหัวข้อ ” กลยุทธ์การตลาด 5.0 กับการทำธุรกิจร้านค้ายุค 2019″ จาก thaidotcompayment.co.th  อ่านแล้วเข้าใจง่ายมากๆ มาอัพเดตไปพร้อมๆกันเลยค่ะ

เมื่อประเทศไทยของเราได้เข้าสู่ยุค 4.0 หลายคนคงสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับธุรกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ SMEs ที่ผันตัวมาสู่การเป็น Smart Enterprises หรือกลุ่ม Startup ที่เน้นการใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และเน้นการทำน้อยได้มากเป็นหลัก

แต่สำหรับโลกของธุรกิจที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เพียงไม่นานยุค 4.0 ก็คงกลายเป็นแค่อดีต เราคงต้องเริ่มตั้งคำถามถึงการทำธุรกิจยุค 5.0 กันได้แล้วว่าธุรกิจร้านค้าต่าง ๆ ต้องมีการปรับตัวมากแค่ไหน ต้องใช้ กลยุทธ์การตลาด ที่แตกต่างไปจากยุค 4.0 อย่างไรบ้าง เรามาหาคำตอบไปพร้อมกัน

การตลาด 5.0

Marketing 5.0 คืออะไร ?

แนวคิดการตลาดยุค 5.0 (Marketing 5.0) ถูกกล่าวขึ้นโดย จอห์น เอลเลียต (John Ellett) ซีอีโอของ nFusion นักเขียนหนังสือการตลาด The CEO Manifesto : A 100-Day Action Plan For Marketing Change Agents และยังเป็นนักเขียนอิสระให้กับนิตยสาร Forbes อีกด้วย โดยเขาได้ให้คำนิยามการตลาดยุค 5.0 ไว้ว่า

“Marketing 5.0 is both disruptive and additive to previous eras. Now, Marketing clouds. And Marketing 5.0 is winning in the Age of personalized Omni-channel experiences”

อย่างที่รู้กันดีว่าธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จได้ในปัจจุบัน ต้องเข้าถึงทุกประสบการณ์ของลูกค้าให้ได้ กลยุทธ์ธุรกิจยุค 4.0 (Marketing 4.0) ที่เน้นการใช้สื่อดิจิทัลเพื่อเข้าถึงลูกค้าให้มากที่สุด อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดอีกต่อไป เราจึงต้องการแพลตฟอร์มธุรกิจที่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ตรงกลุ่ม สร้างความสะดวกสบาย ประสบการณ์ที่ดี และมีการเก็บข้อมูล (Data) เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น ซึ่งนั่นก็คือการทำการตลาดยุค 5.0 นั่นเอง

เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการตลาดยุค 5.0

การตลาดยุค 4.0 ที่เน้นใช้สื่อดิจิทัล ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อนำเสนอ Content หรือโปรโมชันเด็ด ๆ อาจยังไม่เพียงพอ แต่คุณจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ที่ช่วยให้การใช้ช่องทางเหล่านั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าเราได้เตรียมข้อมูลดี ๆ ไว้ให้คุณเรียบร้อยแล้ว

  • Conversion is King

สำหรับการทำการตลาดยุคดิจิทัล เรามักจะคุ้นเคยกับคำว่า “Content is King” แต่คุณเคยตั้งคำถามกับการทำ Content บ้างไหมว่าท้ายที่สุดแล้ว เนื้อหาดี ๆ ที่คุณส่งออกไปถึงกลุ่มเป้าหมายนั้น มันเปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นลูกค้าได้กี่คน แล้วเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจได้เท่าไหร่กันแน่ ? ใช่แล้วละ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดจริง ๆ ก็คือ Conversion ต่างหาก

  • ประสบการณ์ที่ดี มีอิทธิพลยิ่งกว่าคุณภาพและราคา

เราอาจคุ้นเคยกับการแข่งขันด้านราคาหรือคุณภาพของสินค้า แต่อย่างที่ได้บอกไปว่าการทำธุรกิจยุค 5.0 ประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Experience) นั้นเป็นสิ่งสำคัญ ธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จได้ในอนาคตจึงต้องมีการสร้างประสบการณ์ที่ดี เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างร้านค้าและลูกค้าให้เหนียวแน่น เริ่มจากการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมีวิเคราะห์จนเข้าใจลูกค้ามากที่สุด เพื่อการทำ Loyalty Program หรือนำเสนอกิจกรรมต่าง ๆ ที่ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า จนธุรกิจมีฐานลูกค้าที่เหนียวแน่นได้ในที่สุด

  • “ข้อมูล” คือกุญแจดอกสำคัญของธุรกิจยุค 5.0

การทำความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า คือบันไดขั้นแรกที่จะพาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จ ดังนั้น ข้อมูล (Data) จึงเป็นสิ่งที่ทุกธุรกิจล้วนต้องการไว้ในมือ ซึ่งแน่นอนว่าระบบจัดเก็บและบริหารข้อมูลต่าง ๆ นั้นได้กลายเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับการทำธุรกิจยุค 5.0 อย่างปฏิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่มีประโยชน์ต่อการจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาลอย่าง Big data ที่กำลังเข้ามามีบทบาทกับธุรกิจมากมาย และจะยิ่งมีความสำคัญมาขึ้นไปอีกในอนาคต


เรื่องเกี่ยวกับการตลาดยุค 5.0 ที่เราได้พูดถึงไปนี้ อาจดูเป็นเรื่องที่ค่อนข้างไกลตัวสำหรับใครหลายคน แต่ในความเป็นจริง การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ล้วนเกิดขึ้นกับโลกของการทำธุรกิจอยู่เสมอ หน้าที่ของเราคือต้องปรับตัวให้ทัน และก้าวนำมันให้ได้ในที่สุด

และนี่ก็คือกลยุทธ์ 5.0 ที่กำลังมาและกำลังจะเกิดขึ้น การทำธุรกิจต้องเน้นไวและเน้นคุณภาพ Marketing มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามการเปลี่ยนแปลงธุรกิจโลก อนาคตอาจจะมีกลยุทธ์การตลาดไปจนถึง 9.0 เลยก็ว่าได้ นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นที่เราอยากจะนำมาแชร์หวังว่าทุกท่านจะได้เทคนิคดีๆไปปรับใช้กับธุรกิจกันนะคะ 

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณ  thaidotcompayment.co.th  มากเลยนะคะ ที่มีบทความดีๆมาให้เราติดตาม แล้วเจอกันใหม่อัพเดตหน้าค่าาาา

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมพร้อมราคาโมบายแอพสำเร็จรูป โปรโมชั่นพิเศษ โทรเลย!!
 02-675-9371  092-262-0475
 support@mobinster.com
Official LINE@: @mobinster

เพิ่มเพื่อน

ดูจากหัวข้อแล้ว หลายคนจะสงสัยว่าMobile App เกี่ยวอะไรกับอาหาร จริงๆแล้วเราจะลองเปรียบเปรยว่า การทำธุรกิจก็เหมือนทำอาหาร การเลือกวัตถุดิบ หรือแม้เทคนิคการทำต่างๆ ทำอย่างไรให้อร่อย ทำอย่างไรให้ธุรกิจเราเป็นที่นิยมขายดิบขายดี  ถ้าเปรียบ Mobile Application เป็นวัตถุดิบชนิดหนึ่งนึง มาดูกันว่า โมบายแอพจะทำให้ธุรกิจของคุณอร่อยได้อย่างไร

ถ้าจะพูดถึงโมบายแอพ ธุรกิจส่วนใหญ่เริ่มทะยอยปรับตัวให้เข้ากับยุคปัจจุบันมากขึ้น เพื่อที่จะเลือกช่องทางเข้าหาลูกค้ามากขึ้น ไม่ใช่แค่บริษัทใหญ่ๆเท่านั้นที่ให้ความสนใจและความสำคัญกับ Mobile App แต่ยังมีทั้งธุรกิจ SME ไปจนถึงขนาดย่อยม ก็ทะยอยปรับตัวตามๆกันมา เนื่องจากโมบายแอพสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายอยู่ในอันดับต้นๆของช่องทางการตลาดออนไลน์ ลูกค้าสามารถเห็นร้านของคุณโดยการใช้นิ้วจิ้มบนหน้าจอมือถือทุกวัน โดยเฉลี่ยแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ครั้งต่อวันเลยทีเดียว

ธุรกิจส่วนใหญ่ให้ความสำคัญของการทำ Marketing ผ่าน Mobile Application กันมากขึ้น เนื่องจาก

  1. เป็นช่องทางที่ธุรกิจสามารถใช้ทำ Marketing แบรนด์ตัวเองได้อย่างเต็มที่และสามารถเลือกเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ตรงจุดมากขึ้น

   2. เมื่อแบรนด์มีฐานลูกค้าพอสมควรจากการหว่านซื้อโฆษณาหรือทำแคมเปญต่างๆจากช่องทางอื่นๆ ก็จะใช้วิธีโน้มน้าวหรือให้สิทธิพิเศษส่วนลดต่างๆเพื่อให้ลูกค้าดาวน์โหลดแอพของแบรนด์ เมื่อลูกค้าดาวน์โหลดแอพมาแล้ว คราวนี้เราก็จะสามารถทำแคมเปญผ่านโมบายแอพของแบรนด์ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณา แถมยังทำ Marketing ได้ตรง Real Customer จริงๆ

    3. เป็นการ Upgrade Brand Trust เมื่อก่อนเราจะสามารถเช็คความน่าเชื่อถือของธุรกิจนั้นๆได้จากอะไร แน่นอนว่าก็คงต้องเป็น Website Facebook แต่เดี๋ยวนี้ ถ้าแบรนด์นั้นมี Mobile Application ของแบรนด์เอง แน่นอนว่าจะเพิ่มความน่าเชื่อถือและความอุ่นใจให้ลูกค้าได้อีกหลายเท่าตัว อีกทั้งยังบ่งชี้ถึงความก้าวทันเทคโนโลยีอีกด้วย

นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างบางส่วนเท่านั้น จะเห็นได้ว่านอกจากโมบายแอพสามารถช่วยเพิ่มรายได้ของธุรกิจแถมยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณาได้ด้วย ฉะนั้นเเล้ว ถ้าเปรียบธุรกิจคุณคืออาหารสักจาน Mobile App ก็คงจะเป็นผงปรุงรส ซึ่งเวลาเราทำอาหารเราไม่ใส่ผงปรุงรสก็ยังคงรับประทานได้ แต่ถ้ามีผงปรุงรสเหยาะใส่สักหน่อย อาหารจานนั้นก็จะเป็นอาหารจานโปรดที่รสชาติกลมกล่อมและลงตัว

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมพร้อมราคาโมบายแอพสำเร็จรูป โปรโมชั่นพิเศษ โทรเลย!!
 02-675-9371  092-262-0475
 support@mobinster.com
Official LINE@: @mobinster

เพิ่มเพื่อน

“จะขายได้มากเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์”

ปัจจุบันนี้ การซื้อขายสินค้าออนไลน์ได้รับความนิยมอย่ามาก นอกจากช่วยประหยัดเวลาแล้วยังสามารถอำนวยความสะดวกได้อีกด้วย ซึ่งทุกวันนี้ก็มีร้านค้าต่างๆมากมายที่โปรโมทและขายสินค้าผ้านออนไลน์ เคยสังเกตไหมว่า ทั้งๆที่ขายสินค้าชนิดเดียวกัน แถมขายราคาสูงกว่า แต่ทำไมลูกค้าเขาถึงเยอะ ออเดอร์กันแบบไม่หยุด หนึ่งในคำตอบนั้นก็คือ ลูกค้ามีความเชื่อมั่นและเชื่อใจกับร้านนั้น  วันนี้ mobinster.com จะมาแชร์ว่ามีเทคนิกอะไรบ้างในการสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า 

1.รายละเอียดต้องแน่น

ถึงแม้ว่าการซื้อสินค้าออนไลน์เป็นที่นิยม แต่ระยะเวลาการตัดสินใจซื้อค่อนข้างจะใช้เวลามากกว่าการซื้อหน้าร้านกว่า70%  เนื่องจากว่าต้องมีการดูรายละเอียดสินค้า การเปรียบเทียบคุณภาพ ราคา ฉะนั้นเเล้ว ข้อสำคัญเลยก็คือ ต้องลงรายละเอียดสินค้าอย่างชัดเจนและถูกต้องที่สุด เช่น สี ขนาด รุ่น คุณสมบัติพิเศษ  เพราะลูกค้าไม่สามารถลักษณะสินค้าจากในรูปได้  รายละเอียดเหล่านี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจได้ดีและยังเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อได้อีกด้วย

2. รูปสินค้าต้องชัดเจน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า รูปภาพสินค้าก็เป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆของการตัดสินใจซื้อ ยิ่งแสดงภาพชัดเจนมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้การตัดสินใจซื้อมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ด้านหน้า ด้านหลัง ด้านข้าง  โดยเฉพาะถ้าสินค้ามีตำหนิ ก็ควรถ่ายให้เห็นชัดเจน เพื่อเป็นการแจ้งให้ผู้ซื้อทราบ ไม่ผิดหวัง และเพิ่มความสบายใจได้อีกด้วย

3. แจ้งให้รู้สถานะการส่ง

หลังจากผู้ซื้อได้ทำการชำระสินค้าแล้ว ทางร้านจำเป็นต้องอัพเดตสถานะสินค้าเป็นระยะๆ เช่น ถ่ายรูปพัสดุ อัพเดตลงหน้าร้านขอองคุณ รวมทั้งการแจ้ง Tracking Number ซึ่งจะเป็นประโยชน์ของผู้ซื้อเพื่อติดตามสถานะการขนส่ง และผู้ขายสามารถเอาไว้ยืนยันว่ามีการส่งสินค้า  สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อว่าสั่งของร้านนี้แล้วมีการส่งของจริง  แถมยังช่วยอัพเดตไม่ให้ร้านเงียบด้วย ยิ่งมีผู้สนใจสินค้าเห็นการอัพเดตก็ยิ่งเพิ่มการตัดสินใจซื้อมากขึ้นไปอีก

3 วิธีนี้ ทำได้ง่ายๆ แต่ก็มีเจ้าของธุรกิจบางรายยังมองข้ามความสำคัญเหล่านี้อยู่ จะบอกว่าผู้เขียนก็เคยโดนกับตัวเองเหมือนกัน สินค้าไม่ตรงปกบ้างล่ะ มีตำหนิบ้างล่ะ ไม่อัพเดตการส่งบ้างล่ะ เสียความรู้สึกมากกก  ฉะนั้นแล้ว ยิ่งเจ้าของธุรกิจใส่ใจรายละเอียดเล็กๆน้อยๆมากเท่าไหร่ ยิ่งได้ใจลูกค้าไปเลยเต็มๆ แถมยังเพิ่มคะแนนความนิยมให้ร้านค้าอีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา : ebay.co.th

 

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมพร้อมราคาโมบายแอพสำเร็จรูป โปรโมชั่นพิเศษ โทรเลย!!
 02-675-9371  092-262-0475
 support@mobinster.com
Official LINE@: @mobinster

เพิ่มเพื่อน

ผู้บริโภคปัจจุบัน ต่างคนก็ต่างมีสื่ออยู่ในมือ และพร้อมที่จะแสดงความคิดเห็นได้ทุกเมื่อ ถ้าถูกใจก็แสดงออกชื่นชม แต่ถ้าไม่ถูกใจหรือไม่ประทับใจละก็ ทีนี้ล่ะน่ากลัวชะมัด เพราะแค่ความคิดเห็นด้านลบต่อแบรนด์เพียงไม่มีคน ก็สามารถสร้างความหายนะให้กับแบรนด์ได้เลย เพราะเหตุนี้ทางแบรนด์และธุรกิจจำเป็นจะต้องเรียนรู้ VOC หรือ VOICE OF CUSTOMER เพื่อที่จะรับมือปัญหาและความคิดเห็นต่างๆที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านลบต่อแบรนด์ด้วย ทีนี้แหละ MOBINSTER จะพาทุกท่านมารู้จักว่าลูกค้าประเภทไหนที่แบรนด์ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

อันดับแรก เราต้องรู้ก่อนว่า ลูกค้ามีกี่กลุ่ม กี่ระดับ และจะมีวิวัฒนาการหรือสิ่งที่น่าจะเป็นต่อไปอย่างไรบ้าง ซึ่งถ้าเรารู้จักลูกค้าเหล่านั้นเจอ ก็จะง่ายต่อการจัดการพัฒนาความสัมพันธ์และบริหารความคิดเห็นได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

         1. กลุ่มคนที่คาดหวังว่าจะเป็นลูกค้า (Suspects) ซึ่งจะเป็นใครก็ได้ ที่อาจจะซื้อสินค้าหรือบริการ

         2. กลุ่มคนที่มีความคาดหวังในสินค้าหรือบริการ (Prospects) หมายถึงกลุ่มคนที่มีความสนใจในตัวสินค้าหรือบริการ และมีศักยภาพหรืออำนาจในการซื้อสินค้าหรือบริการ

         3. กลุ่มผู้ซื้อสินค้าหรือบริการ (Customer) ซึ่งหมายความว่า จะต้องมีการซื้อสินค้าหรือบริการแล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง และพอใจในสินค้าหรือบริการนั้นๆ จนอาจเกิดการซื้อซ้ำ

         4. กลุ่มลูกค้าที่มีการซื้อสินค้าหรือบริการเป็นประจำ (Clients) โดยไม่จำกัดปริมาณหรือจำนวนครั้ง หากมีการซื้อซ้ำ องค์กรจะต้องดูแลและพยายามเข้าถึงลูกค้าเหล่านี้เพื่อรักษาและสร้างความรู้สึกดีๆ กับองค์กร

        5. กลุ่มลูกค้าที่มีการสนับสนุนหรือเป็นสมาชิก (Supporters/Members) จากลูกค้าประจำซึ่งมีความสม่ำเสมอในการซื้อสินค้า จนกลายเป็นสมาชิก ซึ่งอาจจะมีผลประโยชน์หรือสิทธิพิเศษบางอย่างตอบแทนแก่ลูกค้าที่สมัครสมาชิกเหล่านี้

        6. กลุ่มลูกค้าที่มีอุปการคุณ (Advocates) หมายถึงลูกค้าที่มีความจงรักภักดีกับแบรนด์ แนะนำสินค้าหรือบริการให้กับผู้อื่น หรือบอกต่อถึงความรู้สึกดีๆ เกี่ยวกับสินค้าที่ใช้ หรือบริการที่ได้รับกับคนทั่วไป

        7. กลุ่มลูกค้าที่เป็นหุ้นส่วน (Partners) ซึ่งจะมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นมากที่สุด ลูกค้าจะมีปฎิสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ กับสินค้าและบริการค่อนข้างมาก และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

ถ้าลองจำแนกอย่างดีแล้ว จะเห็นว่ากลุ่มลูกค้าที่อยู่ระดับ 3 ขึ้นไป ค่อนข้างที่จะต้องดูแลเป็นพิเศษ ถ้าเราไม่ใส่ใจเขามากพอหรือได้รับการบริการที่ไม่น่าพึงพอใจ หรือไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นธรรมแล้วอาจส่งผลเสีียต่อแบรนด์มาก เพราะทุกๆเสียง และทุกความคิดเห็น ค่อนข้างจะมีอิทธิพลต่อผู้บริโภคกลุ่มเดียวกันและอาจลามลงไปที่กลุ่ม1-2ซึ่งจะนำมาซึ่งความไม่มั่นใจในตัวสินค้าและบริการ และอาจทำให้ลูกค้าเหล่านั้นค่อยๆลดระดับลงไป

ถ้าแบรนด์สามารถแก้ไขปัญหาทุกเสียงและทุกความคิดเห็นต่างๆนำไปพัฒนา สร้างสรรค์สิ่งดีๆให้กับลูกค้าและแบรนด์แล้ว แน่นอนว่าจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ของลูกค้าได้เท่าตัว และสามารถช่วยให้กลุ่มลูกค้าแต่ละกลุ่มไต่ไล่ระดับได้เร็วยิ่งขึ้น  

แต่ถ้าอยากได้ตัวช่วยดีๆก็คลิกเลย www.mobinster.com ทำแอพพลิเคชันของแบรนด์คุณ ที่ใช้ทำการตลาดและ ดูแลกลุ่มลูกค้าได้ทั่วถึง ทีนี้ล่ะการจัดการก็จะง่ายขึ้นแน่นอน

 

ขอบคุณบทความดีๆจาก :thaimarketing.in.th

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมพร้อมราคาโมบายแอพสำเร็จรูป
 02-675-9371  092-262-0475
 support@mobinster.com
Official LINE@: @mobinster

เพิ่มเพื่อน

สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับสู่ MOBINSTER  เราให้บริการแพลตฟอร์ม Mobile App สำเร็จรูปธุรกิจตั้งแต่ขนาดย่อมจนถึงขนาดกลาง สำหรับธุรกิจใดที่กำลังสนใจทำโมบายแอพให้ธุรกิจiราคาไม่แพง ฟังก์ชั่นใช้งานพร้อม มาลองดู Mobinster ก่อนได้เลยค่ะ 

“แพลตฟอร์ม Mobile App สำเร็จรูป” คืออะไร

คือ รูปแบบ Mobile App สำเร็จรูป ที่ทีมงานเราได้ทำการออกแบบให้ใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน โดยอาศัยการวิเคราะห์มุมมองของลูกค้า (End User) ,มุมมองของร้านค้า จากประสบการณ์การซื้อขาย รวมถึง Feed Back จากผู้ประกอบการณ์หลายๆมุมมอง มาปรับแล้วเขียนออกมาเป็น “แพลตฟอร์ม Mobinster” ซึ่งข้อดีก็คือ เจ้าของธุรกิจสามารถแก้ไขข้อมูลหรือจะอัพข้อมูลบนโมบายแอพได้สะดวกด้วยตนเอง

 “แพลตฟอร์ม Mobinster”  เหมาะกับธุุรกิจประเภทใดบ้าง  

แพลตฟอร์ม ของ Mobinster จะเหมาะกับ ธุรกิจค้าปลีก หรือธุรกิจบริการ (ที่ให้บริการเป็นรายครั้ง) เช่น ธุรกิจร้านอาหาร คาเฟ่ เสื้อผ้า เสริมสวย ทำเล็บ สปา เป็นต้น หรืออาจจะเป็นธุรกิจรูปแบบอื่น ถ้าสามารถนำ Mobinster ไป Adapt ได้ ก็ไม่มีปัญหาค่ะ 

 “แพลตฟอร์ม Mobinster”  มีทั้งหมดกี่รูปแบบ  

มี 1 รูปแบบ แต่ก็มีจะมีฟีเจอร์เสริมแต่ละ Package 

ขั้นตอนทำ Mobile App กับ Mobinster  มีอะไรบ้างนะ 

1. คุยรายละเอียด

ติดต่อหาเราโดยตรง เพื่อคุยถึงรายละเอียด รูปแบบขอธุรกิจ ว่าสามารถ Adapt แพลตฟอร์ม และ ธุรกิจคุณให้เข้ากันได้อย่างไร

2. เลือก Package

เลือก Package ตามความต้องการ ซึ่งแต่Package ก็จะมี features ที่แตกต่างกันออกไป

3. ลิสต์ข้อมูลที่ต้องเตรียม

ทีมงานจะList ข้อมูลที่ทางลูกค้าจะต้องส่งให้ทีมงานเบื้องต้น เช่น Logo ร้าน, Stamp Logo , ชือโดนเมนของร้าน เป็นต้น

4. ลงมือสร้าง App

ทีมงานจะนำข้อมูลที่ลูกค้าส่งมา นำมาสร้าง App

5. Build App

หลังจากทีมงานสร้าง App เสร็จแล้วก็จะนำ Mobile App ของคุณ Build ขึ้น App Store และ Play Store

6. App พร้อม Download

หลังจาก App ผ่าน Policy ทั้ง App Store และ Play Store แล้ว คุณสามารถดาวน์โหลด App พร้อมใช้งานได้เลย!

ทั้งหมดเป็นขั้นตอนการทำMobile Application กับ Mobinster แบบคร่าวๆนะคะ
นอกจากนี้ เรายังมี “บริการ Support ฟรี! ตลอดอายุสัญญา”  อีกด้วยค่ะ

ดูตัวอย่าง Mobile App ดาวน์โหลดเลย!

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมพร้อมราคาโมบายแอพสำเร็จรูป
 02-675-9371  092-262-0475
 support@mobinster.com
Official LINE@: @mobinster

เพิ่มเพื่อน